หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การฝึกกองทัพเรือ'59 - การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง

การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations : NCO) ทอ.-ทร.
การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations : NCO) เป็นการปฏิบัติการ ทางทหารซึ่งตอบสนองทฤษฎีการสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Warfare : NCW) ซึ่งเป็น การสงครามรูปแบบใหม่ในยุคของข้อมูลข่าวสาร (Information Age) ก่อให้เกิดอานุภาพในการรบ ผ่านการเชื่อมโยง เป็นระบบเครือข่าย (Network) ระหว่างผู้มีอานาจในการตัดสินใจและผู้ปฏิบัติในพื้นที่การรบ เพื่อการ Share Situation Awareness (SA) ก่อให้เกิดความรวดเร็วและความถูกต้องในการตัดสินใจ นาไปสู่การปฏิบัติที่ถูกจังหวะ เวลา มีอานุภาพทาลายล้างสูง ลดการสูญเสียของกาลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ของฝ่ายเรา รวมถึงสร้างความเป็น หนึ่งเดียวในการปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) นั้น เป็นการประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Sensor Layer, Decision Maker Layer และ Effector Layer โดยใช้เครือข่าย (Network) เป็นศูนย์กลาง ทั้งภายในและระหว่าง หน่วยทหาร ทั้งระดับยุทธวิธี ยุทธการ และยุทธศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูล ข่าวสาร ภาพสถานการณ์ และคาสั่ง ผ่าน การสื่อสารได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และทั่วถึง ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถตัดสินสั่งการไปยังหน่วยรบ/ผู้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์ ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการทำสงคราม ซึ่งความได้เปรียบที่กล่าวมานั้น เกิดจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีทางการทหาร รวมทั้ง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครือข่าย (Network) ที่ทำให้การเชื่อมต่อและการสื่อสารระหว่าง Layer ต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการทางทหาร ด้วยการบูรณาการระบบต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันแบบ System of Systems เช่น ระบบตรวจจับและแสวงหาข้อมูล ข่าวสาร (Intelligence Sensors) ระบบควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control Systems) ระบบอาวุธที่ แม่นยำ (Precision Weapons) และระบบต่าง ๆ ในส่วนของเครือข่าย (Network) เป็นต้น ซึ่งการบูรณาการระบบ ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันนี้ ทาให้เกิดการขยายศักยภาพในการรับรู้ถึงภาพสถานการณ์ การประเมินเป้าหมายที่รวดเร็ว และการใช้อาวุธที่แม่นยำ จากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของพัฒนาระบบดังกล่าว ทำให้แนวคิดในการทำสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางเป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศในการนาแนวคิดนี้มาเป็นหลักในการพัฒนา ระบบควบคุมบังคับบัญชา ระบบตรวจจับ ระบบอาวุธ และระบบการสื่อสารของกองทัพ

ทอ. และ ทร.ตระหนักถึงการพัฒนาขีดความสามารถกำลังรบ จึงนำแนวคิดการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็น ศูนย์กลาง (NCO) มาประยุกต์ใช้ โดยร่วมกันพัฒนาการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) ตั้งแต่ ปี ๕๓ เป็นต้นมา เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางระหว่าง (NCO) ทอ.-ทร.ที่เป็นรูปธรรมในอนาคต การพัฒนาการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) ทอ.-ทร.นั้น ทั้งสองเหล่าทัพได้กาหนดขีดความสามารถที่ต้องการจากความต้องการทางยุทธการ นำไปสู่การพัฒนาระบบฯ และอุปกรณ์เพื่อติดตั้งกับ Platform ของทั้งสองเหล่าทัพรองรับการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) ภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล โดย ทอ.ได้พัฒนาระบบเชื่อมโยงพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทาง ยุทธวิธี (Tactical Data Link : TDL) แบบ Link-T ติดตั้งกับ บ.Gripen 39 C/D และระบบบัญชาการและควบคุมทางอากาศ (Air Command and Control : ACCS) ของ ทอ.เพื่อใช้ในการปฏิบัติการทางอากาศ และปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่น ซึ่ง ทร.ได้พัฒนาขีดความสามารถกาลังทางเรือ โดยติดตั้งระบบอานวยการรบ (Combat Management System : CMS) กับ ร.ล.จักรีนฤเบศร, ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.ตากสิน จึงติดตั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) เช่นเดียวกับ ทอ. เพื่อให้เกิดแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) กับ บ.Gripen 39 C/D และ บ.Saab 340 AEW ของ ทอ.แบบบูรณาการ ส่วนข้อมูลภาพสถานการณ์การปฏิบัติการร่วมในพื้นที่การรบจะถูกส่งให้กับส่วนบัญชาการและควบคุมของ บก.ทท.และทั้งสองเหล่าทัพผ่านเครือข่ายและระบบแผนที่สถานการณ์ร่วมของ บก.ทท. เพื่อการสร้างภาพสถานการณ์ (Common Operating Picture : COP) ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นำไปสู่การตัดสินตกลงใจของผู้บังคับบัญชาในการปฏิบัติการร่วม ที่ถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยาในทุกระดับชั้น 

ในการปฏิบัติการร่วมโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) นั้น เรือของ ทร.สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) กับ บ.Gripen 39 C/D ของ ทอ.เพื่อเสริมขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายและป้องกันการทำลายฝ่ายเดียวกัน อีกทั้งสามารถรับข้อมูลการตรวจจับเป้าหมายจาก บ.Saab 340 AEW ของ ทอ.เพื่อเสริมประสิทธิภาพการตรวจจับของกองเรือ รวมทั้งข้อมูลที่แลกเปลี่ยนในพื้นที่การรบผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) สามารถส่งให้กับระบบบัญชาการและควบคุมของทั้ง ๒ เหล่าทัพ ผ่านเครือข่าย (Network) ซึ่งเป็นไปตามหลักการของการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการ ทำลายข้าศึกและลดโอกาสในการโจมตีฝ่ายเดียวกัน (Blue on Blue Fratricide Prevention) การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) ระหว่าง ทอ.-ทร. ก่อให้เกิดปัจจัยทวีกาลัง (Force Multiplier) ซึ่งเกิดจากความตระหนักรู้ในสถานการณ์ (Situation Awareness) ร่วมกันทั้งในระดับยุทธวิธี ระดับ ยุทธการ ระดับยุทธศาสตร์ นำไปสู่การตัดสินตกลงใจและการใช้กาลังที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งเป็นคุณประโยชน์มหาศาลในการป้องกันประเทศที่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศชาติ สืบไป
เรียบเรียงโดย น.อ.กฤษณัส กาญจนกุล
รอง ผอ.กนผ.สนผ.ยก.ทอ.

ฝึกร่วม ทร.-ทอ.กลางทะเลอ่าวไทย


3 มิ.ย.2559-การฝึกกองทัพเรือประจำปี 2559 มีการระดมเรือรบมากกว่า 30 ลำ อากาศยานกว่า 20 ลำ และไฮไลท์สำคัญคือ การฝึกร่วมกันระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพอากาศกลางทะเลอ่าวไทย

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2559

พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 1 - 2 มิถุนายน 2559 โดย ในวันพุธที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลา 17.00 น. ตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2559 ณ เรือหลวงจักรีนฤเบศร บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน โดยผู้บัญชาการทหารเรือจะตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญกำลังพลที่ปฏิบัติงานภายใน เรือหลวงจักรีนฤเบศร และสังเกตการณ์การฝึกทางยุทธวิธีกองเรือ ค้างแรมที่เรือหลวงจักรีนฤเบศร 1 คืน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้เดินทางเข้าร่วมสังเกตการณ์ การฝึกปฏิบัติการร่วม ระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ ณ เรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งในการฝึกกับกองทัพอากาศในครั้งนี้ นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่กองทัพอากาศได้ปรับแผนการฝึกเฉลิมอากาศเข้าร่วมการฝึกกองทัพเรือ และมีผู้บัญชาการทหารอากาศ และคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพอากาศมาร่วมสังเกตุการณ์ฝึกบนเรือหลวงจักรีนฤเบศรกับผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ

สำหรับการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศจะเน้นการฝึกในระบบการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธการ (Tactical datalink) ระหว่าง กองทัพเรือและกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นการฝึกเพื่อมุ่งเน้นการทดสอบ ระบบอาวุธ ระบบอำนวยการรบ และระบบ Network Centric Warfare (NCW)รวมทั้งระบบสื่อสารของ เรือหลวงจักรีนฤเบศร และเรือฟริเกตชุด เรือหลวงนเรศวร มีการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศในหัวข้อที่สำคัญ ประกอบด้วย การฝึกควบคุมการบินสกัดกั้นผ่านระบบ TDL (Link T) การฝึกควบคุม เครื่องบินลาดตระเวนทางอากาศ ผ่านระบบ TDL (Link E) และการฝึกควบคุมอากาศยานสมรรถนะสูงของกองทัพอากาศ (Grippen) เข้าโจมตีเรือฟริเกตชุด เรือหลวงนเรศวร ที่ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบใหม่ โดยเป็นการจำลองสถานการณ์ให้หน่วยเรือฝึกการควบคุมการบินสกัดกั้น การควบคุมเครื่องบินลาดตระเวนของทหารอากาศ (เครื่องบิน Erieyes) และการควบคุมเครื่องบินของทหารอากาศ เข้าโจมตีเป้าหมายในทะเล และจะนำข้อมูลการทดสอบครั้งนี้ ไปปรับใช้ในพื้นที่ปฏิบัติการจริงของกองทัพเรือ รวมทั้งการทดสอบการปฏิบัติการร่วมกันตามแผนการใช้กำลังของกองทัพเรือต่อไป ซึ่งได้ส่งอากาศยานกำลังเข้าร่วมการฝึกประกอบด้วย เครื่องบิน F-16 จำนวน 8 ลำ เครื่องบิน JAS-39 (Gripen) จำนวน 6 ลำ และเครื่องบิน SAAB (Erieye) จำนวน 1 ลำ รวมอากาศยานกองทัพอากาศที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 15 ลำ ในส่วนของผลที่ได้จากการฝึก จะทำให้ได้ข้อมูลขั้นต้นในการกำหนดแนวความคิดปฏิบัติการจริงร่วมกันตามแนวความคิดการใช้กำลังของหน่วยเหนือ โดยจะทำการทดสอบด้วยเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ แล้วนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงเอกสาร "แนวทางการปฏิบัติการร่วม ระหว่างกำลังทางเรือของ กองทัพเรือ และ กำลังทางอากาศของ กองทัพอากาศ" นอกจากนี้การฝึกร่วมกับกองทัพอากาศ จะเป็นการฝึกที่ทำให้เกิดการรบแบบทวีกำลัง (Force multiplier) เพราะกองเรือเฉพาะกิจของกองทัพเรือ ที่เป็นกำลังรบหลักในทะเล และปฏิบัติการอยู่นอกรัศมีเรดาร์ของกองทัพอากาศ จะมีส่วนช่วยสำคัญในการขยายระยะปฏิบัติการของกองทัพอากาศ ในภารกิจการป้องกันภัยทางอากาศ และกำลังของกองทัพอากาศ ยังมีส่วนช่วยเหลือสำคัญในภารกิจคุ้มครองการคมนาคมทางทะเล และต่อต้านการปิดอ่าวของกองทัพเรือ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางอากาศจากฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

ต่อมาในเวลา 13.00 น. ผู้บัญชาการทหารเรือให้โอวาทพร้อมมอบของบำรุงขวัญแก่กำลังฝึกทั้งกองเรือฝึก ณ โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ เรือหลวงจักรีนฤเบศร

และในเวลา 14.00 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธีในการฝึกเป็นหน่วย ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ประจำพื้นที่ ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2559 บริเวณพื้นที่สนามฝึกยิงอาวุธหาดยาว ทุ่งโปรง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การฝึกผสม Guardian Sea 2016 - การฝึกปราบเรือดำน้ำ



การฝึกปราบเรือดำน้ำ โดยใช้ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ในการฝึกผสม Guardian Sea 2016

การฝึกปราบเรือดำน้ำ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ในการทำลายเป้าเรือดำน้ำในเวลากลางคืน ในการฝึกผสม “Guardian Sea 2016
วานนี้ (25 พฤษภาคม 2559 ) เวลา 20.00 น. หมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล (มวก.59.2) กองเรือฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2559 โดยมีพลเรือตรี วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมวดเรือเฉพาะกิจฝึกปฏิบัติการระยะไกล (ผบ.มวก.59.2) ทำการฝึกปราบเรือดำน้ำ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ในการทำลายเป้าเรือดำน้ำในเวลากลางคืน ในการฝึกผสม “Guardian Sea 2016”ระหว่างกองทัพเรือไทย กับกองทัพเรือหรัฐอเมริกา เพื่อทำการทดสอบขีดความสามารถขององค์วัตถุ องค์บุคคล และองค์ยุทธวิธี ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย ซึ่งการฝึกในครั้งนี้สมมุติสถานการณ์ว่าตรวจพบและพิสูจน์ทราบเป้าว่าเป็นเรือดำน้ำ ทาง ผู้บัญชาการสั่งการทางยุทธวิธี บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร (OTC.) สั่งการให้ทำการโจมตีเป้าเรือดำน้ำ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) ทำการติดตั้งตอร์ปิโด MK.46 (ลูกฝึก) เพื่อใช้ในการทำลายเป้าเรือดำน้ำ ซึ่งในการฝึกครั้งนี้ใช้เวลาในการเตรียมการในการติดตั้งตอร์ปิโด MK.46 จนเครื่องขึ้นจากเรือหลวงจักรีนฤเบศร เพื่อเข้าทำการโจมตีเป้าเรือดำน้ำใช้เวลาเพียง 14.28 นาที นับเป็นการฝึกความพร้อมอีกขั้นหนึ่งของทัพเรือในการปราบเรือดำน้ำในเวลากลางคืนและมีคลื่นลมแรง
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
การฝึกผสมกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ“Guardian Sea 2016”ระหว่างวันที่ 24 – 27 พฤษภาคม 2559 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน โดยกำลังของกองทัพเรือไทย ประกอบด้วยเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.1 (S–70 B) จำนวน 3 เครื่อง ในส่วนของกำลังของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ USS STETHEM (DDG 63-Class) เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS San Francisco SSN-711 (Los Angeles - Class) และ เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล พี - 8 / คลิก! เพื่อรับชมวิดีโอ..